> ต้องรู้ก่อนติดตั้ง .. “ประตูรีโมท” !! 

ต้องรู้ก่อนติดตั้ง .. “ประตูรีโมท” !! 

นอกจากการพิจารณาปัจจัยความสำคัญของตัวมอเตอร์แล้วนั้น การเตรียมตัวก่อนการติดตั้งนั้นเป็นพื้นฐานอย่างหนึ่งที่ต้องใส่ใจก่อนการติดตั้ง

เพราะ “การติดตั้งมอเตอร์ประตูรีโมท” มีความสำคัญอย่างมาก

เพราะส่งผลในด้านการใช้งานและด้านความปลอดภัย ซึ่งแนะนำให้เลือกช่างหรือผู้ที่มีความรู้ ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญ เพื่อการเลือกมอเตอร์และการติดตั้งมอเตอร์อย่างผู้เชี่ยวชาญที่มีความชำนาญ ซึ่งการติดตั้งมอเตอร์แก่ประตูนั้นสามารถทำได้ 2 แบบด้วยกัน ทั้งแบบต่อกับปลั๊กและต่อกับตู้โดยตรง โดยควรปรึกษาเพื่อขอคำแนะนำในการติดตั้งให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สิน

เตรียมตัว .. ก่อนการติดตั้งประตูรีโมท

  1. ตรวจสอบลูกล้อประตูเพื่อความแน่ใจว่า ไม่ฝืด เพราะหากเกิดอาการฝืดของลูกล้ออาจจะมีสาเหตุมาจากตลับลูกปืนของลูกล้อแตกหรือเกิดสนิมขึ้นนั่นเอง ถ้ามีอาการข้างต้น ควรเปลี่ยนลูกล้อใหม่ แนะนำให้ใช้  ลูกล้อสแตนเลส (Stainless Steel Caster) เพราะมีความแข็งแรงและทนทานมากกว่าลูกล้อชนิดอื่นๆ เช่นลูกล้อที่ทำจากเหล็ก เนื่องจากเป็นสนิมง่าย
  2. ตรวจสอบ เพลารางประตู ว่าไม่ทรุด ไม่คด เพราะจะเป็นสาเหตุที่ทำให้ลูกล้อประตูนั้นเกิดการสะดุดขณะวิ่งบนรางได้ หากเพลาประตูนั้นมีลักษณะที่ไม่สมบูรณ์ คด งอ และโทรม นั้นไม่ควรใช้งาน จำเป็นต้องเปลี่ยนหรือปรับปรุงก่อนการติดตั้ง ประตูรีโมท
  3. ตรวจสอบ ลูกล้อค้ำประคองของประตูว่าทำงานปกติหรือไม่ ลูกปืนแตกหรือไม่ เวลาเปิด-ปิดประตูนั้นมีเสียงดังหรือไม่
  4. ตรวจสอบว่า เพรารางประตู จมดินหรือไม่และมีเศษหิน ทราย ซึ่งเป็นสาเหตุให้ลูกล้อประตูนั้นไม่สัมผัสกับเพลาประตูอย่างเต็มประสิทธิภาพ ทำให้การวิ่งของประตูนั้นฝืด ไม่นิมนวล ต้องออกแรงมากกว่าปกติในการเปิด-ปิดประตู
  5. ตรวจสอบ ตำแหน่งที่ต้องการติดตั้งมอเตอร์ประตูรีโมท มีพื้นที่เพียงพอหรือไม่สำหรับการวางมอเตอร์ ซึ่งการติดตั้งประตูรีโมทจะต้องวางมอเตอร์ในตำแหน่งที่หลบไปที่ด้านของประตูจะเลื่อนไปเก็บในขณะที่เปิดประตูนั่นเอง ตัวมอเตอร์จอต้องไม่โผล่ออกมาทางที่รถจะเข้า-ออก ต้องพิจารณาให้แน่ใจว่าจะไม่มีปัญหาเรื่องพื้นที่การติดตั้งประตูรีโมท ถ้าหากมีปัญหาในตำแหน่งของการติดตั้ง จำเป็นต้องมีการปรับปรุงพื้นที่ก่อนการติดตั้งเช่น กำจัดสิ่งกีดขวางออกให้มีพื้นที่เพียงพอต่อการติดตั้งมอเตอร์ หรือเสริมหางปลาประตู

> ประตูรีโมท ควรมีน้ำหนักเท่าไหร่ !?

ประตูรีโมท ควรมีน้ำหนักเท่าไหร่ !?

นอกจากการเลือกมอเตอร์เพื่อประตูรีโมทแล้วนั้น อีกสิ่งหนึ่งที่จำเป็นต้องศึกษาและพิจารณาเลือกใช้ให้เหมาะสมนั่นก็คือ น้ำหนักของประตู ด้วยเพื่อให้เหมาะสมแก่การใช้งาน  เนื่องจากตัวมอเตอร์เป็นแรงถือผลักให้ประตูขับเคลื่อนไปได้ ซึ่ง “การคำนวณมอเตอร์” ให้เหมาะสมจึงเป็นสิ่งสำคัญ

การกำหนดตามขั้นตอนการคำนวณ น้ำหนักประตูรีโมท คือ

  1. การกำหนดน้ำหนักประตูเปล่าจากชนิดของประตู ซึ่งเป็นน้ำหนักโดยประมาณ ( ใช้ค่าเฉลี่ยความสูงประตู 2 เมตร )
  • ประตูอัลลอยด์ น้ำหนักประมาณ 180 กก./ม.
  • ประตูเหล็กกล่อง น้ำหนักประมาณ 100 กก./ม.
  • ประตูเหล็ก+ไม้ น้ำหนักประมาณ 160 กก./ม.
  • ประตูสแตนเลส น้ำหนักประมาณ 75 กก./ม.
  • ประตูสแตนเลส+ไม้ น้ำหนักประมาณ 175 กก./ม.

ตัวอย่าง

  • ประตูอัลลอยด์ ขนาดกว้าง 3 ม. = ประตูเปล่าหนัก 640 กก.
  • ประตูเหล็ก+ไม้ ขนาดกว้าง 4 ม. = ประตูเปล่าจะหนัก 640 กก.

2. การกำหนดค่าความฝืด ( Friction Factor ) ของประตูซึ่งมักจะเกิดจากแนวรางที่คด ล้อประคองที่เสา ลูกปืนล้อที่แตก สนิม  ฯลฯ

  • ประตูเก่า ค่าความฝืด 1.5
  • ประตูใหม่ ค่าความฝืด 1.25

ตัวอย่าง

นำน้ำหนักประตูเปล่า (ประตูเหล็ก+ไม้ ขนาดกว้าง 4 ม.) x ค่าความฝืด (ประตูใหม่) จะได้ 640 x 1.25 = 800 กก.

เราสามารถคำนวณขนาดของมอเตอร์ที่จะรับน้ำหนักประตูนั้นได้จาก 

ความยาวของประตูรั้วส่วนที่เลื่อน (เมตร) x น้ำหนักประตูรั้ว (กิโลกรัม) = ขนาดของมอเตอร์ที่ใช้ (กิโลกรัม)

และสำหรับบ้านที่ต้องการใช้รั้วเดิมควรพิจารณามอเตอร์รุ่นที่สามารถติดตั้งได้ง่าย โดยพิจารณารุ่นที่มีชุดควบคุมบิลท์อินในมอเตอร์ ด้วยการติดตั้งมอเตอร์ประตูนั้นต้องพิจารณาถึงปัจจัยหลายอย่าง ในเรื่องของน้ำหนักของประตู การเดินสายไฟต่างๆ ซึ่งต้องคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก จึงควรต้องมีการปรึกษาผู้ชำนาญ หรือช่างที่มีประสบการณ์ เพื่อการติดตั้งให้เหมาะสมกับการใช้งาน

> หายสงสัย !! ค่าไฟฟ้าสำหรับประตูรีโมท

หลายท่านคงสงสัยว่าการติดตั้งมอเตอร์ประตูรีโมทนั้น ต้องเสียค่าไฟฟ้าต่อเดือนเท่าไหร่ ? ซึ่งการคำนวณค่าไฟฟ้าสำหรับประตูรีโมทนั้นง่ายนิดเดียว 

โดยมีสูตรการคำนวณค่าไฟฟ้าของการไฟฟ้านครหลวงดังนี้

ยกตัวอย่าง 

ติดตั้งประตูรีโมทบานเลื่อนขนาดกำลังขับของมอเตอร์ 450 W จำนวน 1 ชุดที่ ประตูรั้วหน้าบ้านขนาดความกว้าง 5 เมตร และมีการเปิด-ปิด จำนวน 20 ครั้งต่อวัน

การคำนวณเป็นดังนี้

  • วัตต์ของมอเตอร์ = 450
  • จำนวนของมอเตอร์ = 1

จำนวนชั่วโมงที่ใช้งาน = มอเตอร์ความเร็ว 12 เมตรต่อนาที เปิดประตูสุด 1 ครั้งใช้เวลา 25 วินาที ปิด 1 ครั้ง ใช้เวลา 25 วินาที ดั้งนั้นการเปิด-ปิดจำนวน 20 ครั้งต่อวัน ใช้เวลา = 50 วินาที x 20 ครั้ง = 1000 วินาที หรือ 16 นาที หรือคิดเป็น 0.27 ชั่วโมง

ดังนั้นแทนค่าสูตรได้ดังนี้ 

450 X 1 / 1000 x 0.27 = 0.12 หน่วย 1 เดือน คิดได้เป็น 30 x 0.12 = 3.6 หน่วย

ดังนั้น 

ถ้าค่าไฟฟ้าหน่วยละ 4 บาท 1 เดือนต้องเสียค่าไฟฟ้า 4×3.6 =  14.4 บาท

> สรุปมอเตอร์แบบไหนดีกว่า !!  AC หรือ DC !?

มอเตอร์ไฟฟ้า เป็นอุปกรณ์ที่มีหลักการทำงานเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล ซึ่งการตัดสินใจจะเลือก “มอเตอร์ของประตูโมท” มีหลายปัจจัยที่ต้องให้พิจารณา โดยมีปัจจัยที่สำคัญคือ การใช้งานอย่างต่อเนื่อง ความทนทาน การรับประกัน และค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมนั่นเอง ซึ่งเจ้าตัวมอเตอร์นั้นมีสองแบบให้ได้ตัดสินใจด้วยกันก็คือ มอเตอร์ไฟฟ้าแบบ AC และ มอเตอร์ไฟฟ้าแบบ DC 

ความแตกต่างของมอเตอร์ไฟฟ้าแบบ AC และ มอเตอร์ไฟฟ้าแบบ DC 

  1. แหล่งพลังงาน

ความแตกต่างของมอเตอร์ไฟฟ้าแบบ AC และ มอเตอร์ไฟฟ้าแบบ DC ที่ชัดเจนมากที่สุดคือ แหล่งพลังงานของมอเตอร์ไฟฟ้านั่นเอง มอเตอร์ไฟฟ้าแบบ AC จะมีแหล่งกำเนิดพลังงานไฟฟ้าจาก ไฟฟ้ากระแสสลับ และ มอเตอร์ไฟฟ้าแบบ DC จะมีแหล่งกำเนิดพลังงานไฟฟ้าจาก ไฟฟ้ากระแสตรง ซึ่งส่งผลให้ มอเตอร์ไฟฟ้าแบบ DC มีความซับซ้อนภายในมากกว่า มอเตอร์ไฟฟ้าแบบ AC เนื่องจากต้องคอยอาศัยอุปกรณ์ต่างในการแปลงไฟฟ้ากระแสสลับให้เป็นไฟฟ้ากระแสตรง จึงทำให้มีอุปกรณ์ภายในมากกว่า มอเตอร์ไฟฟ้าแบบ AC

  1. โครงสร้าง

มอเตอร์ไฟฟ้าแบบ DC นั้นจะมีโครงสร้างของอุปกรณ์โดยอาศัยหลักการทำงานของ Brushers หรือ แปรงถ่าน เพื่อการนำกระแสเข้าสู่ตัวแกนของมอเตอร์ เมื่อมีอายุการใช้งานที่มากขึ้นจะทำให้เกิดการสึกหรอได้ แต่ มอเตอร์ไฟฟ้าแบบ AC ไม่จำเป็นต้องใช้ ซึ่งทำให้ตัวมอเตอร์ไฟฟ้าแบบ DC นั้นจำเป็นต้องดูแลรักษามากกว่า และยังต้องคอยเปลี่ยนแปรงถ่านทุก 2-3 ปี อีกทั้งยังมีความซับซ้อนของวงจรหลักมากกว่า มอเตอร์ไฟฟ้าแบบ AC อีกด้วย แน่นอนว่าเป็นการส่งผลต่อการซ่อมในระยะยาว

  1. ความเร็ว

ระบบการควบคุมความเร็วของมอเตอร์จะมีความแตกต่างกัน เนื่องจาก มอเตอร์ไฟฟ้าแบบ AC ควบคุมความเร็วโดยระบบ Frequency (ระบบความถี่) แต่มอเตอร์ไฟฟ้าแบบ DC จะควบคุมโดยใช้ระบบ Pulse (ระบบสัญญาณ) จึงทำให้การควบคุมสามารถควบคุมได้ง่ายกว่า ทั้งการเพิ่มความเร็ว และการชะลอความเร็วนั้นทำได้ดีกว่า เนื่องจากการตอบสนองของระบบ Pulse นั้นไวกว่า ระบบ Frequency ความนุ่มนวลของ มอเตอร์ไฟฟ้าแบบ DC จึงมีมากกว่า 

  1. ความเหมาะสม

เนื่องจากประตูแต่ละแบบนั้นมีขนาดและน้ำหนักไม่เท่ากัน ความเหมาะสมของขนาดและน้ำหนักของประตู จึงเป็นปัจจัยที่ต้องนำมาพิจารณาร่วมด้วย เช่น มอเตอร์ที่เหมาะกับ ประตูที่มีความกว้างไม่เกิน 8 เมตรหรือน้ำหนักไม่เกิน 2,000 kg. ควรเป็นมอเตอร์ไฟฟ้าแบบ DC เพราะให้แรงบิดน้อยกว่ามอเตอร์ไฟฟ้าแบบ AC มอเตอร์ไฟฟ้าแบบ DC จะเหมาะกับน้ำหนักประตูที่เบา-กลางเท่านั้น แต่ มอเตอร์ไฟฟ้าแบบ AC จะใช้ได้กับประตูทุกๆขนาด

  1. ความถี่ในการใช้งาน

ลักษณะการใช้งานสำหรับการเปิด-ปิดที่บ่อยครั้ง เช่นทางเข้าหลักหรือทางเข้าของโครงการหมู่บ้าน ที่ต้องมีการเปิด-ปิดบ่อยครั้ง จึงทำให้มอเตอร์ไฟฟ้าแบบ AC ทำได้ดีกว่ามอเตอร์ไฟฟ้าแบบ DC เพราะไม่เกิดความร้อนสะสมในขณะทำงาน ทำให้ มอเตอร์ไฟฟ้าแบบ AC ใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง การใช้งานตัวมอเตอร์ไฟฟ้าแบบ DC อย่างต่อเนื่องนั้นทำให้เกิดความร้อนสะสมที่ขดลวดในมอเตอร์ เมื่อมีอุณหภูมิที่ร้อนมากจนถึงขีดจำกัดของจุดตัด มอเตอร์ก็จะไม่สามารถทำงานได้ต้องรอให้อุณหภูมินั้นต่ำลงจึงจะสามารถใช้งานต่อได้

  1. ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

มอเตอร์ไฟฟ้าแบบ DC จะมีการติดตั้งแบตเตอรี่สำรองไว้ภายในสินค้า ซึ่งทำให้ต้องมีการเปลี่ยนแบตเตอรี่ทุก 1-2 ปีและถ้าหากมีน้ำหนักประตูที่มาก ก็จำเป็นต้องใช้แบตเตอรี่ที่ใหญ่มากยิ่งขึ้น และปัญหาที่พบบ่อยคือ แบตเสื่อม และทำให้ไม่สามารถเปิดประตูได้

มอเตอร์ไฟฟ้าแบบ AC และ มอเตอร์ไฟฟ้าแบบ DC มีความต่างกันไม่ว่าจะเป็นแหล่งกำเนิดพลังงาน ความเร็ว ความนิ่มนวลของการทำงาน โครงสร้างของมอเตอร์ มอเตอร์ไฟฟ้าแบบ DC นั้นจะมีความซับซ้อนกว่ามากทั้งในด้าน Hardware และ Software ซึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการตัดสินใจ ที่ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมในด้านการใช้งานว่าความต้องและความต้องการของการใช้งานเป็นอย่างไร 

‘ประตูรีโมท’ ประตูอัตโนมัติรูปแบบหนึ่งที่ใช้มอเตอร์ในการขับเคลื่อน มีหลักพื้นฐานคือการเปิด-ปิดประตู ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อการอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยแก่ผู้ใช้งาน ในปัจจุบันนิยมใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วโลก เพราะทำให้การผ่านเข้าและออกนั้นเกิดขึ้นได้อย่างง่ายดายเพียงแค่ควบคุมด้วยรีโมท ใช้งานได้ทุกสถานที่ ประตูบ้านเรือนที่อยู่อาศัย ประตูร้านค้า ประตูสำนักงาน ประตูอาคารต่างๆ 

  • สะดวก

ไม่ต้องออกแรงเปิด-ปิดประตูด้วยตนเอง อีกทั้งยังสามารถล็อคและปลดล็อคประตูได้โดยไม่ต้องใช้กุญแจไข

  • สบาย

กรณีมีแขกมาบ้าน ไม่จำเป็นต้องออกไปเปิด-ปิดให้ยุ่งยาก เพียงควบคุมการเปิด-ปิดด้วยรีโมท

  • ปลอดภัย

ลดความเสี่ยงในการเกิดอันตรายได้ ไม่ต้องลงไปเปิด-ปิดประตูเอง เพราะสามารถควบคุมประตูได้ด้วยรีโมท

  • ทันสมัย

เป็นเทคโนโลยีที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน ซึ่ง ประตูรีโมทถูกผลิตและคิดค้นครั้งแรกในปี ค.ศ.1881 และถูกพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง มีอุปกรณ์เสริมอืื่นๆมากมายในการติดตั้งให้แก่ประตูรีโมท 

โดยการสั่งเปิด-ปิดประตูรีโมทนั้น จะมีหลักการทำงานคือ รีโมทจะส่งคลื่นสัญญาณไปยังชุดรับสัญญาณที่มอเตอร์ จากนั้นเมื่อชุดสัญญาณที่มอเตอร์ได้รับสัญญาณ จะมีการส่งต่อสัญญาณไปยังไฟไซเรน และระบบจะดำเนินการเปิด-ปิดประตูต่อไป

ซึ่งมอเตอร์สำหรับการติดตั้งประตูรีโมทนั้นมี 2 ประเภทด้วยกันคือ มอเตอร์ AC และ มอเตอร์ DC โดยมอเตอร์แบบ AC จะเป็นมอเตอร์ที่ใช้แรงดันไฟฟ้า 220 Volt ในขณะที่ มอเตอร์แบบ DC มีแรงดันไฟฟ้าเพียง 18 Volt โดยการทำงานมอเตอร์แบบ AC จะส่งผ่านแผนวงจรอิเล็กทรอนิคโดยตรง เป็นระบบการทำงานที่เรียกว่า ‘รีเลย์’ ซึ่งจะส่งผ่านค่าไปที่ตัวมอเตอร์โดยตรง และมีแรงดันไฟฟ้าสูง เหมาะกับประตูขนาดใหญ่ซึ่งมอเตอร์ AC และ มอเตอร์ DC จะมีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันไป 

ประตูรีโมท นั้นได้มีการคิดค้นและพัฒนามาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1881 โดย Fred W. Watson ชาวแคนาดา ซึ่งเขาได้คิดค้นมาเพื่อใช้สำหรับ ระบบงานรางรถไฟ ซึ่งในปี ค.ศ.1884 นั้น หนังสือพิมพ์ของอเมริกันก็ได้ลงข่าวว่า รถไฟของฝรั่งเศสนั้นกำลังจะเปิดตัว “ประตูรีโมทไฟฟ้า” เพื่อใช้กับ รางรถไฟ ซึ่งในปัจจุบันเป็นเทคโนโลยีที่ใช้กันอย่างแพร่หลายเพื่ออำนวยความสะดวกในการผ่านเข้าและออกได้อย่างง่ายดาย เพราะการควบคุมประตูด้วยรีโมทนั้นไม่จำเป็นต้องไขกุญแจ นอกเหนือจากการทุ่นแรงของการเปิด-ปิดประตูแล้ว แม้ในฤดูฝนก็ไม่ต้องเปียกฝนเพราะการเปิด-ปิดประตูอีกต่อไป และที่สำคัญคือความปลอดภัยต่อการโจรกรรมมากยิ่งขึ้น 

ใช้งานได้ทุกสถานที่ ประตูบ้านเรือนที่อยู่อาศัย ประตูร้านค้า ประตูสำนักงาน ประตูอาคารต่างๆ โดยประตูรีโมทนั้นแบ่งออกได้เป็น 4 ประเภทด้วยกัน ได้แก่

  • ประตูรีโมทบานเลื่อน
  • ประตูรีโมทบานสวิง
  • ประตูรีโมทบานม้วน
  • ประตูรีโมทโรงรถ

ประตูรีโมทบานเลื่อน จะอาศัยการหมุนของมอเตอร์ โดยอาศัยสะพานเฟืองในการขับเคลื่อนประตู ซึ่งใช้หลักการจากการหมุนของมอเตอร์เป็นแรงขับ จะเป็นลักษณะการเปิด-ปิด แบบเลื่อน โดยตัวประตูนั้นจะวิ่งอยู่บนล้อ วิ่งไปตามรางเหล็กที่วางติดกับพื้นนั่นเอง อีกทั้งยังสามารถติดตั้งอุปกรณ์เสริมเพื่อความสะดวกและความปลอดภัยได้อีกด้วย เช่น เซ็นเซอร์ป้องกันประตูหนีบสิ่งกีดขวางหรือสัญญาณไฟเพื่อแสดงการทำงานของมอเตอร์เพื่อเพิ่มความระมัดระวังให้แก่ผู้ใช้งาน ที่นิยมใช้ส่วนมากจะใช้ในประตูหน้าบ้านที่มีบริเวณความกว้าง และเหมาะสมที่จะสามารถเก็บประตูทั้งบานได้ ซึ่งประตูรีโมทประเภทนี้มีราคาและการติดตั้งที่ค่อนข้างถูกกว่าและง่ายกว่าประตูรีโมทประเภทอื่นๆ อีกทั้งยังดูแลรักษาง่าย อายุการใช้งานนั้นสามารถใช้งานได้มากกว่า 10 ปีอีกด้วย

ประตูรีโมทบานสวิง จะเป็นลักษณะบานประตูสองบาน ซึ่งเปิดและปิดในรูปแบบของบานสวิง ซึ่งบานประตูจะถูกยึดติดกับหัวเสาของทั้งสองด้าน ใช้หลักการทำงานโดยการดึง คืออาศัยแรงดึงของมอเตอร์ นิยมใช้สำหรับประตูหน้าบ้านที่มีพื้นที่ไม่กว้าง แต่มีความลึกเพียงพอต่อการเก็บบานประตูโดยไม่กีดขวางการผ่านเข้าหรือออก ซึ่งประตูรีโมทบานสวิงนั้นแบ่งออกได้เป็น 2 รูปแบบ

  • Arm Type (แบบแขน)
  • Underground Type (แบบฝังพื้น)

ซึ่งจุดเด่นของประตูรีโมทประเภทนี้คือ ความสวยงาม และให้ความหรูหรา แต่ราคาและการติดตั้งนั้นจะ มีราคาสูงและซับซ้อนกว่าประตูรีโมทบานเลื่อน และสามารถติดตั้งอุปกรณ์เสริมได้เช่นเดียวกัน แต่เงื่อนไขการติดจะแตกต่างออกไป เช่น การติดตั้งอุปกรณ์เซ็นเซอร์ป้องกันนั้นจำเป็นจะต้องติดอย่างน้อยสองจุดด้วยกัน โดยมีตำแหน่งการติดตั้งที่ จุดกลางเสาของประตูและจุดปลายประตูที่ประตูเปิดสุด เพื่อป้องกันการเกิดประตูหนีบในขณะที่ยังมีรถอยู่ในบริเวณนั้น หรือมีสิ่งกีดขวางอยู่นั่นเอง 

ประตูรีโมทบานม้วน มีระบบการทำงานโดยใช้การหมุนของมอเตอร์ โดยบานประตูบานม้วนจะพันกับแกนเพลาของตัวมอเตอร์ ประตูรีโมทบานม้วนนั้นก็สามารถติดตั้งอุปกรณ์เสริมได้ เช่น การติดตั้งอุปกรณ์เซ็นเซอร์ป้องกันการหนีบของประตู ติดตั้งปุ่มหยุดการทำงานฉุกเฉิน ซึ่งประตูเหล็กม้วนนั้นมีระบบ ‘รอกโซ่’ ในตัวมอเตอร์ทำให้สามารถควบคุมด้วยตนเองได้แม้ในกรณีที่ไฟฟ้าขัดข้อง

ประตูรีโมทโรงรถ เป็นประตูที่นิยมใช้มากที่สุดในต่างประเทศ ซึ่งในประเทศไทยนิยมติดตั้งเพื่อเป็นโรงรถสำหรับ Super Car ประตูประเภทนี้จะมีความเร็วในการเปิด-ปิดสูงกว่าประตูประเภทอื่นๆ อีกทั้งยังสามารถติดตั้งอุปกรณ์เสริมได้ ที่นิยมติดตั้งกันคือ การติดตั้งสัญญาณไฟเพื่อแสดงสถานะการทำงานของประตู ติดตั้งอุปกร์เซ็นเซอร์ป้องกันประตูหนีบ เป็นที่นิยมสำหรับผู้ต้องการความสวยงามและเรียบหรู

ประเภทของประตูสำหรับการติดตั้งมอเตอร์

ประตูเหล็ก

ประตูเหล็กจะเป็นประตูที่เหมาะสมแก่การติดตั้งมอเตอร์มากที่สุด แต่ถ้าหากมีความยาวมากจะมีโอกาสโก่งตัวมาก ซึ่งมอเตอร์ที่ต้องใช้จึงจะต้องเป็นมอเตอร์ที่ตัวใหญ่ขึ้น ซึ่งอาจมีโอกาสที่การทำงานของประตูรีโมทจะเกิดความผิดพลาดขึ้นได้

ประตูไม้

เนื่องจากประตูที่ทำด้วยไม้ เวลาที่ฝนตกนั้นจะทำให้ประตูมีน้ำหนักมากขึ้นถึง 30% จึงไม่แนะนำให้ใช้ประตูไม้สำหรับการติดตั้งมอเตอร์ 

ประตูบานเล็ก

ประตูบานเล็ก ที่เป็นประตูสำหรับให้คนเดินผ่านเข้า-ออก ในประตูบานใหญ่ ไม่ควรติดตั้งมอเตอร์ เนื่องจาก หากในกรณีที่ปิดประตูบานเล็กไม่สนิทนั้นจะส่งผลให้เกิดการงัดกันของประตู ซึ่งส่งผลต่อระบบอย่างแน่นอน

และในกรณีพื้นที่มีโอกาสที่จะเกิดน้ำท่วมควรทำประตูให้มีกระดูกงูที่กลางบานประตู เพื่อยกระดับมอเตอร์ให้อยู่ในพื้นที่สูงขึ้น